วันอาทิตย์ที่ 9 ตุลาคม พ.ศ. 2554

ปีศาจตึกร้าง

เมื่อราว 3 ปีก่อนผมมาเช่าห้องอยู่กับเจ้าใหม่ที่ย่านบางกอกน้อย เราเป็นเพื่อนที่ทำงานบริษัทเดียวกันครับ จนกระทั่งสนิทกันมากๆ ตามประสาชายโสด นิสัยใจคอชอบสนุกสนานรื่นเริง ไม่คิดเล็กคิดน้อยเหมือนกัน เลยมาเช่าห้องอยู่ด้วยกันซะเลย

ตอนแรกก็คิดว่าใกล้ที่ทำงานแถวท่าพระ แถมยังมีเพื่อนช่วยแชร์ค่าห้องเช่า ไม่ต้องว้าเหว่เหมือนอยู่คนเดียวอีกต่อไป

คือมองโลกในแง่ดีน่ะซีครับ นึกไม่ถึงว่าผมกับเจ้าใหม่จะเป็นเพื่อนแนวคู่เวรคู่กรรม ชอบเที่ยวเตร่เฮฮาเหมือนกัน เที่ยวคนเดียวน่ะไม่ค่อยสนุกหรอกครับ เดี๋ยวก็กลับรัง แต่พอมีเพื่อนถูกคอเข้า แหม...ตกค่ำเมื่อไหร่เป็นต้องแวะผับนั้นบาร์นี้อยู่เป็นประจำ

ไหนจะเงินทองฝืดเคืองตอนปลายเดือน ไหนจะโดนผีหลอกเอาเต็มรักอีกต่างหาก

โดนหลอกที่ไหนไม่โดน มาโดนผีหลอกตึกร้างกลางซอยก่อนถึงห้องเช่าของราว 20 เมตรเท่านั้นเอง!

ตึกร้างที่ว่าน่ะไม่ใช่ไร้คนอยู่ ใส่กุญแจทิ้งไว้เฉยๆ นะครับ แต่เป็นตึกร้างแบบพังยับเยินเหมือนโดนไฟไหม้หรือระเบิดลงยังงั้นแหละเอ้า ไม่มีประตูหน้าต่าง ผนังกั้นห้องแตกร้าวเหลือแค่ครึ่งๆ กลางๆ หลังคาก็แหว่งโหว่ไม่มีทางกันแดดกันฝนได้เด็ดขาด ผมเดินผ่านทีไรมักจะอดหันเข้าไปมองไม่ได้ เห็นขยะเกลื่อนกลาด บางวันเห็นหนูตัวโตๆ วิ่งปรู๊ดปร๊าด บางวันก็มีแมวดำมากระโดดโหยงๆ บางตัวก็ขึ้นไปนั่งเลียขนอยู่บนผนังกั้นห้องที่เหลืออยู่ไม่ถึงครึ่ง

หน้าฝนยิ่งแล้วใหญ่ น้ำเจิ่งนองเกือบครึ่งน่อง เห็นขยะลอยเป็นแพ...ดูๆ แล้วเหมือนคนตายที่มีบาดแผลเหวอะหวะเต็มตัว แล้วศพถูกทิ้งประจานเอาไว้ไม่มีผิด

ไม่รู้ว่าเป็นตึกร้างมาตั้งแต่เมื่อไหร่? ที่แน่ๆ คือกลายเป็นแหล่งมั่วสุมพวกขี้ยาไม่เลือกกลางวันหรือกลางคืน บางครั้งก็มีหนุ่มสาวใจถึงจูงมือกันเข้าหลบมุมพลอดรัก...ไม่รู้ว่าใน บรรยากาศแบบนั้นยังอุตส่าห์มีอารมณ์เข้าไปได้ยังไง?

ได้ข่าวว่าเคยมีผู้หญิงถูกมารสังคมฉุดเข้าไปข่มขืนด้วย แต่ยังโชคดีที่ไม่ถึงกับโดนฆ่าทิ้ง แต่บางรายก็วิ่งเตลิดหนีออกมาได้

คืนหนึ่งราวสี่ทุ่ม ผมกับเจ้าใหม่ว่าจะดับไฟเข้านอนก็พอดีได้ยินเสียงร้องเอ็ดตะโรดังลั่น เรารีบเปิดหน้าต่างจากชั้นบนลงไปดู ก็เห็นหลังไวๆ ของชายคนหนึ่งวิ่งผ่านห้องเช่าไปทางก้นซอย...ห้องข้างๆ ก็โผล่ออกมาดูเช่นกัน เขาบอกว่านั่นไอ้เป๋-ขี้ยาประจำซอย ลักเล็กขโมยน้อยได้ก็รีบไปซื้อยาเสพติดทันที

"สงสัยจะโดนผีหลอก...เจอกันหลายรายแล้วแต่ไม่รู้จักเข็ดซะที"

พี่อรรถ-เช่าห้องอยู่ก่อนเราบอกเล่าให้ได้รับความรู้...ครั้นกลับเข้าห้องเจ้าใหม่ก็หัวเราะเยาะ บอกว่าจนถึงสมัยมีมือถือ แถมถ่ายรูปได้ ถ่ายคลิปได้ ยังจะหลงเชื่อเรื่องผีอยู่อีกเหรอเนี่ย? ผมเตือนมันว่าอย่าทำพูดดีไป เดี๋ยวเจอกับตัวเองแล้วจะรู้สึก! เจ้าใหม่กลับบอกว่ารู้สึกโล่งใจน่ะซีที่รู้ว่าโลกนี้ยังมีผีๆ สางๆ อยู่จริง

วันรุ่นขึ้นก็ได้รู้จากพี่อรรถว่า...ไอ้เป๋กำลังพี้ยาอยู่ดีๆ ก็มองเห็นร่างหนึ่งห้อยหัวลงมาจากเพดาน หน้าเน่าเฟะแทบจะชนหน้ามัน เท่านั้นเองไอ้เป๋ก็ทะลึ่งพรวดขึ้นร้องจ้า วิ่งปุเลงๆ ร้องโวยวายออกมาอย่างที่เราเห็น...เจ้าใหม่กลับบอกว่าไอ้เป๋เมายาจนตาฝาด เพี้ยนไปเองน่ะซี!

อาทิตย์ต่อมา เพื่อนปากเสียของผมก็เจอของจริงเข้าเต็มเปา

คืนนั้น เรานั่งโจ้เหล้ากันในห้องเพราะปลายเดือนเต็มที พรุ่งนี้ก็ต้องไปทำงานแต่เช้า กะว่าหมดแบนนี้จะเข้านอน ...ราวสามทุ่มกว่าๆ เห็นจะได้ เสียงร้องโหยหวนบาดใจก็ดังขึ้นจากตึกร้างหลังนั้นเอง...เราลุกพรวดไปดูก็เห็นภาพนั้นเต็มตา

จันทร์เต็มดวงกับแสงไฟข้างถนน เห็นชายหญิงคู่หนึ่งวิ่งหน้าตั้งออกมา ดูเหมือนเสื้อผ้าจะยังไม่เรียบร้อย ฝ่ายหญิงร้องไห้พลางวิ่งพลาง...โอ๊ย! ผีหลอก! ช่วยด้วย...

ไม่ว่าใครก็เดาได้ว่าหนุ่มสาวไปพลอดรักกันแล้วโดนผี หลอกกระเจิงออกมา แต่เจ้าใหม่ยังอุตส่าห์บอกว่า...สงสัยเห็นแมวดำละมั้ง เลยนึกว่าผี...

เสียงมันขาดหายไป ผมเอะใจก็ละสายตาจากคนที่วิ่งไปทางก้นซอย มองตามสายตาของเพื่อนไป...ภาพที่ปรากฏอยู่ตรงหน้าโดดเด่น ชัดเจนอยู่ในแสงไฟ คือร่างดำทะมึนของชายที่นุ่งกางเกงขาสั้นตัวเดียว เปลือยอกกว้างกำยำ ร่างสูงตระหง่านกำลังเงยหน้าช้าๆ ขึ้นมามอง

นรกเป็นพยาน! นัยน์ตาแดงจ้าเหมือนแสงไฟร้อนโชนจ้องหน้าเจ้าใหม่เขม็ง ส่วนเพื่อนผมก็ร้องแต่อะๆ อ้าๆ ไม่เป็นภาษาก่อนจะเข่าอ่อน ทรุดฮวบลงสลบเหมือดคาที่... พอฟื้นขึ้นมาก็ร้องไห้สะอึกสะอื้นเกือบตลอดคืนเลยครับ!

คนตาทิพย์

เมื่อเอ่ยถึงเรื่องผีๆ สางๆ ขึ้นมาในหมู่เพื่อนฝูง รับรองว่าจะต้องมีทั้งเชื่อและไม่เชื่อว่าผีมีจริง รวมทั้งคนกลัวผีกับไม่กลัวผี แต่ส่วนมากมักจะเชื่อและกลัวนะครับ หลายๆ คนยอมรับว่าไม่เคยเห็นผีเลยสักครั้งเดียว แต่ก็กลัวผีเป็นชีวิตจิตใจ

แม้แต่คนหนุ่มๆ สาวๆ ทันสมัยก็ยังพูดจาตามยุคสมัย บอกว่า...เป็นอะไรที่...แบบว่า...ไม่อยากเจอะเจอที่สุด... กลัวดิ!

ส่วนคนไม่กลัวผีก็บอกว่า เรื่องผีเป็นเรื่องเหลวไหวเอาไว้หลอกเด็ก พิสูจน์ไม่ได้ ไม่มีตัวตน ถูกเผาเป็นเถ้าถ่านหมดแล้ว...ผงธุลีจะยังมีฤทธิ์เดชอะไรอีกล่ะ?

วันนี้ผมมีเรื่องน่าขนลุกขนพองมาเล่าให้ฟัง และให้ท่านช่วยพิจารณาว่าผีมีจริงหรือไม่?

สมัยเด็กๆ ผมอยู่แถววัดสิงห์ ย่านบางพลัด ลงสะพานกรุงธนฯ ผ่านภัตตาคารเรือนแพแล้วเลี้ยวซ้าย...ที่นั่นมีชายชราอายุหกสิบเศษชื่อตาเครือ ชอบนั่งซดเหล้าโรงอยู่ที่ม้ายาวหน้าบ้าน มองดูผู้คนผ่านไปมา เด็กๆ วิ่งเล่นเกรียวกราวในตอนเย็น

ชาวบ้านลือกันว่าแกเคยบวชอยู่ที่วัดโพธิ์ท่าเตียน มี "ตาทิพย์" จากวิปัสสนากรรมฐาน จนสามารถเห็นวิญญาณต่างๆ ได้อย่างชัดเจนเหมือนเรามองเห็นคนเป็นๆ นี่เอง

เมื่อสึกหาลาเพศมาได้ครอบครัวก็ประกอบอาชีพค้าขาย กระทั่งมีฐานะมั่นคงและชราแล้วจึงวางมือให้ลูกหลานทำการงานต่อไป

ตาเครือรูปร่างผอมสูง ผมขาวโพลน ชอบนุ่งกางเกงแพรกับสวมเสื้อคอกลม เป็นคนแก่ใจดี รักเด็กๆ ในย่านนั้นเหมือนเป็นลูกเป็นหลาน มีขนมแจกบ้าง มีของเล่นแจกบ้าง บางวันก็ควักสตางค์ให้เด็กๆ ไปซื้อขนมกิน ตาเครือมักจะยิ้มมากกว่าพูด แต่บทจะพูดขึ้นมาก็มักจะพูดยืดยาว

ผมเคยถามแกว่า...เขาว่าตามองเห็นผีจริงๆ หรือ?

"โอย...เยอะ!" แกตอบยิ้มๆ มองนั่นมองนี่ตามเคย "รอบๆ ตัวเรามีเยอะด้วย โบราณถึงสอนว่าจะทำอะไรไม่ดีไม่งามก็ให้รู้จักอับอายผีสางเทวดา เพราะถึงคนจะไม่เห็น แต่ผีสางเทวดาก็เห็น"

ผมหันซ้ายหันขวาตามสายตาแก แต่ก็ไม่เห็นอะไร นอกจากคนที่เดินผ่านไปมาเท่านั้นเอง

"ตาเห็นอะไรล่ะครับ?"

"ก็วิญญาณน่ะซี! มากมายพอๆ กับคนเรานี่เอง บางทีมากันแน่นเชียวแทบจะชนกันด้วยซ้ำ...นั่น! ยายกิ่งกับยายกลอย โน่น! ตาแฉ่งกับลุงชื้น...พ่ออั๋นกับแม่อ่อน อ้าว? เป็นไงมั่งเจ้าเปี๊ยก โดนรถชนตายแล้วยังวิ่งซนตามเคย นะเอ็ง"

ตาเครือพูดกับใครที่อยู่ข้างๆ ผม แถมเอื้อมมือไปลูบไล้อากาศว่างเปล่า แต่ท่าทางคล้ายกำลังลูบหัวเด็กอยู่ไม่มีผิด...เล่นเอาผมงี้ขนลุกซ่าไปเลย

จนถึงวันเกิดเรื่องน่าขนหัวลุกที่ผมไม่มีวันลืมได้เลยจนวันตาย!

ตาเครือแจกเงินเด็กๆ ไปซื้อขนมแล้ว แต่ผมเห็นแกนั่งเงียบๆ ซึมๆ เป็นเชิงว่าไม่อยากพูด...หรืออาจจะเริ่มเมาแล้วก็ได้ จำได้ว่าใกล้ค่ำ อากาศฤดูหนาวเยือกเย็น ตาเครือหันไปทางปากซอย ขมวดคิ้วจนผมมองตามเห็นคนเดินผ่านไปมาตามปกติเช่นทุกวัน

"มากันเยอะแยะเชียววันนี้..." แกออกชื่อตามเคย บางคนผมไม่รู้จัก แต่บางคนก็พอจะรู้ว่าตายไปแล้ว จนได้ยินเสียงตาเครือดังขึ้นอีกว่า "อ้อ! เจ้าหลาดก็มาด้วย..."

"หลาดไหนล่ะตา?" ผมหันไปมองหน้าแก "ลุงหลาดช่างไม้หรือเปล่า?"

"เออ! ก็เจ้าหลาดน่ะแหละ ไอ้หนูเอ๊ย" แกถอนใจยาว...คราวนี้ผมแน่ใจว่าตาเครือเมาแล้ว เพราะลุงหลาดยังไม่ตาย แถมผมยังมองไม่เห็นลุงหลาดเลย

จนกระทั่งวันรุ่งขึ้นถึงได้ข่าวว่าลุงฉลาด หรือ "หลาด-ช่างไม้" โดนรถชนตายที่บางแคเมื่อเย็นวานนี้เอง!

ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อว่าตาเครือมีตาทิพย์จริงๆ แม้ว่าผมจะไม่ได้เห็นวิญญาณด้วยตัวเอง แต่เรื่องนี้ทำให้ผมขนหัวลุกอยู่นาน นึกแล้วยังน่ากลัวไม่หาย...คุณผู้อ่านช่วยพิจารณาด้วยครับ...ผีมีจริงหรือไม่จริง?!

ผีโทรมาเล่าเรื่อง ที่ตัวเองโดนฆ่า


ก็ได้ยินตอนฟังของวันที่ 20 มิ.ย. ช่วง the shock ย้อนยุค.... ได้ยินพี่ป๋องพูดถึงเรื่องผีที่มาเล่าในรายการแบบ the shock ที่เชียงใหม่ ตอนนั้นผมอยู่ในเหตุการณ์ด้วย ..... เรื่องนี้เกิดปี 2538 ช่วงประมาณ พ.ย. - ธ.ค.

ตอนนั้นกำลังเตรียมตัวอ่านหนังสือสอบ ก็ช่วงเวลาที่รายการนี้ก็ประมาณ the shock นี่ล่ะ ผมก็นั่งฟังไปด้วยอ่านหนังสือไปช่วงนึงมีผู้หญิงโทรมา....

น้ำเสียงที่เธอพูด ช้า และเย็นๆ มาก ... ก็ไม่ได้คิดอะไรกัน เธอเล่าว่า "มีผู้หญิงคนนึงจะกลับบ้าน ทางเดินเข้าบ้านเธอมันเปลี่ยว พอเดินได้สักพักก็มี คนขับมอไซด์ มาฉุดผู้หญิงคนนั้น ไปข่มขืนในป่าข้างทาง

แล้วมันก็ฆ่าเธอ มันฆ่าหนู ๆ ฮือๆๆๆๆๆๆ " แล้วสายก็หลุดไปเฉยๆ พร้อมกับความงวยงงขอดีเจและคนฟังทั้งเชียงใหม่ หลังจากนั้นรายการก็พยายามติดต่อสายเดิมแต่โทรไม่ติด ก็มีแต่คนโทรมาบอกถึงความสงสัยของคนเล่าว่าเสียงทำไมพูดยาน จัง

หรือเสียงเหมือนผีเลย .... น่ากลัวมากเลย .... แล้วพอสักพักดีเจก็ให้ร่วมกันโหวตเรื่องเล่าที่น่ากลัวประจำคืนนั้น ปรากฏว่าเรื่องนี้ได้รางวัล ทางทีมงานเข้าใจว่าโทรไปอีกก็ไม่ติดก็พูดว่าให้น้องคนนั้นติดต่อกลับมา

แต่ก็ทางายการพยายามพูดถึงทั้งเดือน ก็ไม่มีคนมารับ ผมก็ได้เล่าเรื่องนี้กับเพื่อนให้ฟังว่ารู้สึกว่าเหมือนผีเนอะ เพื่อนผมก็บอกว่าคิดว่าหมือนกันเพราะมีข่าวว่ามีผู้หญิงถูกข่มขืนแล้วฆ่า เหมือนกันตอนช่วงนั้น แต่ไม่มีใครยืนยันได้ว่า คนที่เล่าเป็นผี หรือคนมาเล่า

ผีกระสือ


เรื่องนี้มีอยู่ว่า สมัยก่อนแม่ของเรานั้นอาศัยอยู่กับย่า ดังที่ได้กล่าวไปในตอนที่แล้ว บ้านของย่านั้นไม่ค่อยมีฐานะเท่าไหร่ สมัยก่อนยังเป็นฝาจากอยู่ แล้วแม่ก็อยู่บ้านใกล้ ๆ กันกับลูกพี่ลูกน้องของแม่ ซึ่งสมัยนั้นแม่อยู่มัธยมแล้ว ด้วยความที่เป็นเด็ก และก้อขี้เกียจเดินไปคุยกับลูกพี่ลูกน้อง จึงใช้วิธีแหวกฝาจากคุยกัน เวลาแหวก ฝาจากก็จะเป็นโพรงและไม่คืนกลับสภาพเดิม

 อยู่มาคืนหนึ่ง แม่เข้านอนกับย่า ซึ่งสมัยนั้นยังนอนมุ้ง และ ห้องน้ำอยู่ด้านนอกตัวบ้าน ย่าจึงมีกระโถนฉี่ สำหรับเอาไว้เวลาต้องการเข้าห้องน้ำตอนดึก แม่และย่าเข้านอนตามปกติ แต่แม่ยังไม่หลับ คืนนั้น แม่รู้สึกว่ามันแปลก ๆ ทั้งบรรยากาศ และอากาศรอบ ๆ ตัว แต่แม่ก็ไม่ได้คิดอะไร จนกระทั่งแม่เคลิ้ม ๆ จะหลับนั้นเอง สายตาก็พลันเหลือบมองไปทางฝาจาก ที่แหวกคุยกันกับลูกพี่ลูกน้องทุกวัน 
 
ทันใดนั้น ก้อมีดวงไฟประหลาด ขนาดประมาณเท่าหัวเด็กทารก ลอยเข้ามาทางฝาจากนั้น แม่ตกใจมาก แต่ก้อไม่กล้าร้องออกมา จึงได้แต่นิ่งและมองจ้องดวงไฟดวงนั้นตลอดเวลา ดวงไฟนั้นค่อย ๆ ลอยเอื่อย ๆ มาที่มุ้งของแม่
และลอยไปตรงที่ย่าวางกระโถนฉี่ไว้ ลอยวนไปมาอยู่สองรอบ แม่ทนกลัวไม่ไหว จึงสะกิดย่า ย่าก้อลืมตามาเห็นจึงบอกแม่ว่าเออ ไม่ต้องกลัวอีหนู นั่นมันหิงห้อย

แต่ในใจแม่ไม่สามารถยอมรับได้ว่ามันเป็นหิงห้อย เพราะดวงใหญ่มาก และแม่ก้อรู้จักหิงห้อย แม่จึงเรียกย่าอีกครั้ง คราวนี้แม่ต้องคลุมโปง เพราะแม่เห็นย่า กำลังสวดมนต์อยู่ แม่จึงคิดได้ว่านี่ต้องเป็นกระสือแน่นอน ย่าสวดมนต์สักพัก ดวงไฟดวงนั้น ก้อลอยหายออกไปทางฝาจากที่แม่แหวกไว้
พอรุ่งเช้าแม่ถามย่าว่า เมื่อคืนกระสือใช่ไหม ย่าตอบว่าใช่ เพราะว่าแม่แหวกฝาจากไว้ แล้วผีกระสือคงหิว จึงเข้ามาหาอาจมกิน

ตั้งแต่นั้นมา แม่ก้อไม่แหวกฝาจากคุยกับลูกพี่ลูกน้องอีกเลย

วิญญาณจากฝรั่งเศษ

เรื่องที่จะเขียนต่อไปนี้เป็นประสบการณ์โดยตรงเอง ซึ่งตัวดิฉันได้มีความเคารพ เชื่อมัน ศรัทธา ในองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เคารพในพระพุทธ พระธรรม และ พระสงฆ์ โดยเชื่อมั่นในกฏแห่งกรรม นั้นว่าภพภูมิ วิญญาณ หรือผีมีจริง.....
ดิฉันได้มีโอกาสเดินทางต่างประเทศ และ พำนักอยู่ต่างประเทศค่อนข้างบ่อยในระยะ 5-6 ปีที่ผ่านมา แต่ละประเทศล้วนมีแต่มีประสบการณ์โดยตรงที่บางครั้ง ก็ไม่อยากเจอ หรืออยากเจอก็ไม่เจอ
เรื่องแรก ดิฉันได้เดินทางเข้าเมืองนิส ประเทศฝรั่งเศษ เมื่อ 2 ปี ที่แล้ว กะว่าจะตากอากาศที่นี่ 2 วันก่อนเดินทางไปเยอรมัน ดิฉันกับแฟนได้ เช็คอินที่ ร.ร. แห่งหนึ่งซึ่งถือว่าไม่ไกลจากตัวเมืองนิส คืนแรกก็นอนหลับดี พอตกดึกเข้าคืนที่ 2 ดิฉันก็ไม่ลืมที่จะสวดมนต์ตามปกติ โดยเริ่มสัพพัง ตามฉบับหลวงพ่อก่อน...หลังจากนั้นได้ทำสมาธิ จนกระทั่งหลับไป คืนนั้นหลับจนกระทั่งตี 4 ดิฉันเหมือนตื่นขึ้นมาเอง แต่มองกลับไปก็เห็นตัวเองนอนอยู่ หันไปเจอแฟนนอนอยู่ข้าง ๆ กรนเสียงดังเชียว... แต่ก็ยังหันกลับไปมองว่าเอาเรานอนอยู่นี่หว่า
แล้วจู่ ๆ ก็มีเสียงหัวเราะ.....โดยรู้สึกว่าน่าจะเป็นเสียงเด็ก เสียงหัวเราะดังขึ้นเรื่อย ๆ จนกระทั่ง ดิฉันคิดว่าเหตุการณ์น่าจะผิดปกติแล้วเนี่ย..ในใจกลัว ๆ อยู่เหมือนกัน..แต่คิดว่าน่าจะต้องยิงคำถามอะไรสักอย่างออกไป ดิฉันเลยถามเสียงหัวเราะนั้นว่า "อยู่ที่ไหน?" เสียงนั้น ตอบกับมาว่า "ฉันอยู่ใต้เตียงเธอหน่ะ" (ประมาณว่าอยู่ตรงนั้นมานานแล้ว) เสียงยิ่งดังขึ้นเรื่อย ๆ เหมือนจะโผล่ออกมาจากเตียง
จนดิฉันตั้งสติ และคิดว่าไม่ได้การแล้ว.. คิดแค่นี้เสียงก็ยิ่งดัง แล้วตะโกนเหมือนอยากจะเล่นกับดิฉันว่า "เดี๋ยวจะโผล่ออกมา แล้วเราจะถอดหัวให้ดูน่ะว่าเป็นอย่างไร" ในใจตอนนั้นรู้สึกว่าเป็นเด็กอายุไม่เกิน 7 ขวบ ใส่ชุดบาน ๆ มากเหมือนตุ๊กตาฝรั่ง ผมสีทอง ๆ ดิฉันคิดว่าต้องหาบทสวดอะไรสักอย่าง โดยดิฉันเริ่มต้นทันที แล้วตอบกลับไปว่า "ไม่เอา
น่ะ ไม่เล่นอย่างนี้ แล้วไม่ต้องถอดให้ดูด้วย ไม่เล่นด้วยน่ะ ไม่อยากดู แต่จะให้โมทนาบุญ เอาบุญไปก็แล้วกัน" ไม่น่าเชื่อ ก็ต้องเชื่อ เสียงเงียบทันที หลังจากนั้นดิฉันก็เริ่มต้น สัพพัง ...
จนกระทั่งอีกหลายบท แล้วต่อ"บุญที่เราทำมาตั้งแต่อดีตชาติ จนถึงปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นวิหารทาน ธรรมทาน สังฆทาน บุญทั้งหมดทั้งปวง ทานทั้งหมดทั้งปวง ขอจงมารวมเป็นกองบุญอุทิศส่วนกุศลให้วิญญาณเด็ก..ที่อยู่ ณ ที่แห่งนี้ด้วยเทอญ" โดยพอสวดจบ เหมือนทุกอย่างเงียบไปหมด ดิฉันเหมือนได้สติว่าต้องตื่นแล้ว พอรู้สึกว่ามือตัวเองขยับได้ ขาขยับได้ ตื่นแล้ว หันไปดูนาฬิกาก็เกือบเช้า หันไปมองแฟนยังนอนอยู่ แต่ก็ยังตื่นเต้นกับเรื่องที่เกิดขึ้นไม่หายว่า เฮ้ย..มันน่ากลัวน่ะเนี่ย ตูเจออีกแล้ว...(ขออนุญาติใช้ศัพท์แสลงหน่อยค่ะ)
แต่ทุกครั้งที่คิดถึงเรื่องนี้ ก็ขนลุกทุกครั้ง วิญญาณที่ติดอยู่ในภพภูมิเหล่านี้น่าจะมีเยอะค่ะ แถมคนที่เจอก็ไม่อยากจะเจอสักเท่าไหร่ค่ะ..
ดิฉันได้มีโอกาสเดินทางไปกราบหลวงตา วัชระชัย ที่สระบุรี แล้วได้เล่าประสบการณ์ที่ผ่านมาให้ท่านฟัง หลวงตาฟังแล้วก็ได้เมตตาตอบว่า ทุกอย่างมีเหตุ และผล สิ่งเหล่านี้เค้ามาหาเรา เค้าต้องมีสาเหตุ ไม่ได้มาหาเฉย ๆ ไม่งั้นเค้าไม่มา เพราะฉะนั้นต้องตั้งสติ ดำรงอยู่ในศีล 5 และพิจารณา รูป-นาม-ขันธ์ ให้ดี มีแล้วก็ดับ ๆ เกิด ๆ ให้พิจารณาร่างกายเราไว้ให้มาก ๆ ให้เจริญสติตลอดเวลา หายใจเข้า พุท-โธ ตลอดเวลา..
ขอต่อวันหลัง ถ้าว่างจะขอเล่าเรื่องวิญญาณที่ประเทศอียิปต์น่ะค่ะ

ตัดเล็บตอนกลางคืนจะเห็นผี !!!!!

เรื่องนี้เป็นเรื่องจริงที่เกิดขึ้นกับฉันเมื่อ อายุได้ 10 ขวบ (18 ปีที่แล้วค่ะ) ซึ่งตอนนั้นเรียนอยู่ชั้นประถม 4 โรงเรียนประถมในตอนนั้นเป็นอาคารสองชั้น และห้องเรียนฉันก็อยู่ชั้น 2 ติดกับบันได จำได้ว่าวันนั้นเป็นวันแรกของการเลื่อนชั้น พวกเราพากันจัดโต๊ะและทำความสะอาดห้อง จนกระทั่งได้เวลากลับบ้าน นักเรียนก็พากันทยอยกลับกัน แต่ฉันยังอยู่ช่วยคุณครูสองคนจัดห้องอนุบาลชั้นล่าง เมื่อเสร็จแล้วฉันก็จะกลับบ้านซึ่งตอนนั้นตะวันลับขอบฟ้าไปแล้ว ในตัวอาคารค่อนข้างมืด ฉันวิ่งขึ้นไปเอากระเป๋าที่ห้อง ซึ่งครูก็ยืนคุยกันอยู่ที่ห้องอนุบาลด้านล่าง ฉันก็วิ่งขึ้นบันไดไป ทันใดนั้นก็เหลือบเห็นมีนักเรียนผู้หญิงเดินเข้าห้องเรียน ป.4 ซึ่งเป็นห้องเรียนเดียวกับฉัน ซึ่งอยู่ห้องแรกติดบันได ฉันรู้สึกดีใจที่ยังมีเพื่อนเพราะชั้นสองเริ่มมืด เนื่องจากภารโรงยังไม่ได้เปิดไฟ ฉันจึงค่อยๆ ย่องขึ้นบันไดไปเพื่อที่จะแกล้งเพื่อนเพื่อให้ตกใจ เมื่อมาถึงประตูฉันก็รีบผลักประตูเสียงดังและกระโดดเข้าไป แต่ฉันแทบช็อคเมื่อไม่พบใครอยู่ในห้องเลย ห้องมืดมาก เพื่อให้แน่ใจฉันซึ่งก้มมองดูที่พื้นก็ไม่พบใคร เป็นไปไม่ได้ที่จะโดนแกล้งเนื่องจากอาคารชั้นสองสูงมาก หากกระโดดลงไปขาหักแน่และอาจเสียชีวิตได้ ระหว่างที่กำลังคิดอยู่นั้นทันใดนั้นประตูหน้าต่างซึ่งปิดอยู่ตรงมุมห้องก็เปิดออกเสียงดังมากและเปิดแค่บานเดียวเท่านั้น โดยในห้องไม่มีลมแม้แต่นิดเดียว ฉันตัวชาและก้าวขาไม่ออก ได้แต่จ้องไปที่มุมห้องนั้น ฉันหลับตาและท่อง นะโม ไม่รู้ว่านานแค่ไหน รู้อีกครั้งเมื่อขาเริ่มขยับได้ ฉันก็รีบวิ่งลงบันได ไปหาครูทันที แต่ปรากฎว่า ครูกลับบ้านไปหมดแล้ว ฉันรีบวิ่งจากโรงเรียนไปบ้านโดยไม่หันหลังไปมองเลย จนกระทั่งถึงบ้านแม่ตกใจมากที่เห็นฉันหน้าซีด ฉันจึงเล่าให้แม่ฟัง แม่ก็ปลอบฉันว่าไม่เป็นไร ตาฝาดและฉันคงเหนื่อยจากการจัดห้องทำให้เห็นภาพ แต่ไม่จบแค่นั้น คืนนั้นฉันฝันว่าเข้าไปอยู่ในห้องนั้นอีกครั้งและยืนก้าวขาไม่ออกฉันมองไปที่มุมห้องนั้นเห็นเด็กผู้หญิงอายุประมาณ 10 ขวบ ผมสั้น ร่างกายผอมมากใส่ชุดนักเรียนเก่ามาก มีรอยปะเต็มไปหมด ยืนร้องไห้อยู่ บอกว่าหิวข้าว ทันใดนั้นฉันก็ได้กลิ่นเหม็นสาปแรงมาก จนทำให้ฉันรู้สึกอยากอาเจียน ฉันพยายามขยับขาวิ่งแต่ก้าวขาไม่ออก ฉันจึงก้มลงไปดูปรากฎว่าเด็กคนนั้นมาจับขาฉันไว้ และรู้สึกได้ว่ามือนั้นแห้งกร้าน ฉันกรีดร้องออกมาเสียงดังมาก จนกระทั่งมารู้ตัวเมื่อแม่มาเขย่าตัวฉันให้ตื่น ฉันรีบโผเข้ากอดแม่และร้องไห้ และอาเจียนออกมาเนื่องจากกลิ่นนั้นยังติดที่จมูกฉันอยู่ พ่อกับแม่ฉันตกใจมากจึงเอาพระมาห้อยคอและพาฉันสวดมนต์และบอกว่าพรุ่งนี้จะไปทำบุญให้อย่ามารบกวนเลย จนกระทั่งเช้า แม่ก็ไม่ให้ฉันไปโรงเรียนจึงไปลาครูที่โรงเรียนและเล่าให้ครูฟัง ครูตกใจมาก เนื่องจากเมื่อวานครูคิดว่าฉันกลับบ้านไปแล้วเพราะขึ้นไปดูที่ห้องก็ไม่พบฉันครูจึงกลับบ้านไป ครูจึงเล่าให้แม่ฉันฟังว่า ห้องนั้นเคยมีเด็กผู้หญิงซึ่งมีรูปร่างเหมือนอย่างที่ฉันฝัน เสียชีวิตในห้องป.4 จริง เนื่องจากขาดสารอาหาร เด็กคนนี้ครอบครัวอยากจนมาก มักจะขโมยข้าวเพื่อนกินและแอบเอาข้าวใส่กระเป๋าเสื้อ กลับบ้านเพื่อเอาไปให้แม่ที่บ้านจนกระทั่งวันหนึ่งก็ได้เสียชีวิตตรงมุมห้อง เนื่องจากเป็นลม และในมือเธอก็ยังถือข้าวไว้กำหนึ่งแน่น

อีกวันถัดไปทางโรงเรียนจึงนิมนต์พระมาสวดทำบุญห้องเพื่อส่งวิญญาณของเด็กคนนั้นให้สู่สุขคติ ฉันและครอบครัวก็ไปทำบุญแผ่กุศลให้เด็กคนนั้นด้วย นับแต่นั้นก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้นที่ห้องนั้นอีกเลย จนกระทั่ง 7 วันผ่านไป มีเด็กผู้ชายคนหนึ่งตะโกนเสียงดังจากมุมห้องว่า "เฮ้! ใครเอาข้าวขึ้นรามาทิ้งไว้ตรงซอกมุมห้องนี้ว่ะ" เพื่อนๆ ก็พากันวิ่งมาดู ซึ่งสิ่งที่เห็นคือข้าวซึ่งมีลักษณะถูกบีบแน่นตกอยู่ตรงซอกเสามุมห้อง สภาพแห้งและดำมาก ซึ่งพากันเชื่อว่าเป็นข้าวที่อยู่ในกำมือของเด็กที่เสียชีวิตคนนั้น และครูก็บอกว่าในวันเผาศพเด็กคนนั้นก็ยังกำข้าวอยู่ในมือไว้แน่นและก็ได้เผาไปพร้อมกับเธอ!!!!!!!!! วันต่อไปเด็กห้อง ป.4 ก็ขาดเรียนเกือบครึ่งห้อง หนึ่งนั้นก็ มีฉันด้วย อิอิ

Steve Jobs saved technology from itself

Part of Steve Jobs' genius was his drive to put easy-to-use devices in as many hands as possible, Chris Taylor says.
Part of Steve Jobs' genius was his drive to put easy-to-use devices in as many hands as possible, Chris Taylor says.
STORY HIGHLIGHTS
  • Apple genius always kept users in mind
  • Gadgets designed around experience, not electronics
  • Jobs always knew exactly whom he was addressing
Editor's note: Chris Taylor is San Francisco bureau chief of Mashable, a popular tech news blog and a CNN.com content partner.
(CNN) -- Just imagine, for a moment, a world in which Steve Jobs had never lived. How might daily life be different?
Computers are still around, but not as you know them. They're complex, hateful things, mostly used in the office for spreadsheets and other business applications. Nobody bothered to sell a good-looking user interface with a desktop and mouse, because nobody could be sure there was a mass market for it.
Thousands of people use PCs at home, but they're mostly hobbyists and amateur programmers. If you want to have fun with electronics, you hook up a videogame console to your TV. The Internet still exists, but it never really had as much of a platform to take root on.
There's a thriving market in trading MP3s online, but all of it is illegal. The record labels never got their act together on selling digital copies of songs. MP3 players are large, clunky things with too many buttons. No movie studio makes really good computer-animated films. Smartphones are bulky bricks with thick keyboards. Touchscreen tablets exist -- as prototypes in a few computer labs.
Okay, so maybe things wouldn't have been quite that bad without Jobs. Perhaps Xerox PARC's management would have figured out it was sitting on a goldmine in its Graphical User Interface and early-model mouse. Microsoft might have come up with Windows without the example of the Macintosh. Maybe Steve Wozniak would have found another compadre to help him design, sell and market the Apple II, the PC that started it all.

10 cell phone faux pas you really shouldn't make

Unless you're at work, returning a call with a text makes you appear socially awkward.
Unless you're at work, returning a call with a text makes you appear socially awkward.
STORY HIGHLIGHTS
  • There are lots of ways to commit social faux pas with you're phone
  • Unless you're at work, don't reply to a phone call with a text
  • Don't be a DigiPet -- a presence on his/her phone that's just barely alive
  • Your friend/family member is probably much more interesting than that text
Editor's note: Brenna Ehrlich and Andrea Bartz are the sarcastic brains behind humor blog and book "Stuff Hipsters Hate." When they're not trolling Brooklyn for new material, Ehrlich works as a senior writer at MTV, and Bartz is a senior editor at Psychology Today. Got a question about etiquette in the digital world? Contact them at netiquette@cnn.com.
(CNN) -- If you gave most folks the choice between their smartphone and their nondominant hand, many of us would wave a one-palmed goodbye to Mr. Lefty/Righty, weld our iPhones to our wrists and grimly welcome an existence of Terminator-like efficiency.
Yup, we're addicted to those little bleating beasts, so much so that we fold them wholly into our workaday lives, blindly committing a cornucopia of social indignities with zero cognizance.
Conversely, we look down our noses at those who commit the very same phone faux pas, hypocritically musing over their every social slight. Well, my friends, it's time to stand up and take notice.
We're not asking you to wholly throw out the litany of bad habits below (that is entirely impossible, and we will have executed at least four of 10 before the week is out). We merely ask you to be more aware of when you're about to do something that, if done to you, would send you into a frothy fit of rage.
The iPhone 4S may be sailing toward us on the wings of fall, but the aforementioned bionic scenario is still a ways off (we hope).
Let's all try not to do these:
1). Walking while texting
We know that Harold totally needs to know that you'll be 15 minutes late to his '70s-themed fondue party (because you had a polyester-induced wardrobe crisis), but we're pretty sure that the owner of that baby carriage that you upended in your fervor to alert H. doesn't give a fig about your sartorial issues. And that kid's later-life bed-wetting will be completely your fault.
2). Pulling out the phone at the dinner table
Or pulling out the phone (for any extended period of time) during any social situation, really. Yeah, we know that the notion of beating your brother-in-law at Words With Friends has been haunting your very dreams, but your friend/family member/other of varying degrees of significance is probably much more interesting. If that is not, in fact, the case, consider hanging with your brother-in-law instead.
3). Returning a call with a text
Unless you're in a movie theater, at work or in the middle of an important life moment, said action makes you appear socially awkward.
4). Crop-dusting
It's Friday night and you want to RAGE! Systematically, you scroll through all of your contacts, shooting them nearly identical messages: "What R U up 2 2nite???" Whoever answers first -- or whoever answers with the best, most exciting plans (jello shots and football and girls!!!) -- is the winner. And you have won, too! You won the role of "Flaky Tool" among your disgruntled friend group.
5). Messenger-pigeoning
You're watching that brand new show starring the unmatchably quirky Zooey Deschanel on Hulu when a pal texts you, asking what time you want to have dinner later. You see the text. You think to yourself, "7:30..." You commence watching Zooey dance and twirl. Three hours later, you text back, "7:30." And thusly, you have transported humankind from a time of instantaneous communication to an era when we had to wait for rats with wings to deliver fecal-stained parchments across the sea.
6). Drunk dialing/texting
You already lost most of your dignity when you entered that dance contest after slamming five tequila shots. Retain the remainder and give your phone to a friend.
7). Lifecasting in lieu of living
You may have a problem if: your first thought when gazing up at a sun-splashed sky, rippling and luminescent like a melting watercolor, is "I have to Instagram that" instead of, "Oh, pretty sunset." Similarly: When any semi-intelligent musing becomes worthy of a tweet.
8). Digital dallying
You stopped physically seeing this dude/chick about three weeks ago, but you still text him/her every once in a while ("Whoooaaa, it's like unseasonably warm today!"), you still comment on all of his/her stuff on Facebook and you're currently engaged in a vigorous game of Chess With Friends. You have, in essence, become a DigiPet -- a presence on his/her phone that s/he keeps just barely alive by typing and texting. Very soon, however, your keeper will likely let you die, because you, like a DigiPet, are annoying and useless.
9). Conversations in public
"Yeah, I do think you should dump him. Cheating is just really, really unforgivable. Also, I mean, you don't want to get crabs, right? Oh... I'm sorry, I thought you were looking for my input, seeing as how you've been sitting next to me at this coffee shop for the last 30 minutes, babbling into your earpiece about STDs. On that note, yeah, I think there's a cream for that."
10). Taking your phone into the bathroom
We're sad that we even need to include this one.

Mobile phone: Weapon against global poverty

An Indian talks on his mobile phone during a mass marriage ceremony for some 525 poverty-stricken couples from the India-Pakistan border area on April 13, 2009. (CNN)
"Now mobile phone ownership is perhaps 30% of households and cell phone coverage is widespread," said Sachs, director of the United Nations Millennium Villages Project, which focuses on improving 14 rural villages across 10 African countries as a model for wider prosperity in the region.
The advent of the mobile society may have brought convenience and a cultural sea change to the U.S. and Europe, but in the poorest regions of the world, affordable mobile phone access has caused a quantum leap in services -- like calling for medical help, sending a quick letter to loved ones or starting a savings account -- that Americans and Europeans have taken for granted for generations, analysts say.
"The cell phone is the single most transformative technology for development," said Sachs, head of the Earth Institute at Columbia University and author of the 2005 book "The End of Poverty."
"Poverty is almost equated with isolation in many places of the world. Poverty results from the lack of access to markets, to emergency health services, access to education, the ability to take advantage of government services and so on," Sachs said. "What the mobile phone -- and more generally IT technology -- is ending is that kind of isolation in all its different varieties."
There's probably more pervasive coverage in Kenya than in many areas in Europe
Michael Joseph, former CEO of Safaricom
Moreover, the profusion of payment services via cell phones puts places like Kenya and Uganda in the vanguard of mobile financial services. "You can walk in the middle of rural village in Rwanda and use a mobile phone to pay at a recharging station to recharge LED lights," says Amanda Gardiner, acting program manager of Business Call to Action, a New York-based non-profit organization that is helping to bring more mobile phones to Africa's rural poor.
"I'm always flabbergasted I don't walk into Home Depot and see these services here, just swipe your cell phone and go," Gardiner said. "In some ways, they're really leaping ahead of us and going right to the future."
Kenya's "mobile-money" revolution
From 2005 to 2010, cell phone use tripled in the developing world to nearly 4 billion mobile subscriptions, according to the International Telecommunications Union (ITU). Nowhere was the growth faster than in Africa, which saw mobile use grow more than 400% during that time frame, according to ITU. That means more money -- a 2006 University of Michigan study found that every 10% increase in cell phone penetration grows the local economy by 0.6%.
The simple ability to make a phone call has far-reaching economic consequences, Sachs said.
"Places where traditionally, people would walk livestock for a week or two without knowing what kind of price they'll fetch -- should they go to Khartoum, Nairobi or Port Saeed? Now they can call ahead and find out where to get the best price," Sachs said.
The low cost of setting up mobile towers and plunging costs of handsets has allowed cell phone coverage to grow even in poor, rural locations, said Michael Joseph, former CEO of Safaricom, a Kenyan telecom provider which grew from 17,000 users when he started in 2000 to more than 18 million when he stepped down in 2010. "There's probably more pervasive coverage in Kenya than in many areas in Europe," Joseph said.
Business models set up for selling services to the poor -- such as buying pre-paid phone service and charging by the second rather than the minute -- made cell phone use affordable, but Safaricom's development of banking services via cell phones revolutionized the telecom business in poor countries.
-- When renowned economist Jeffrey Sachs visited rural villages in sub-Saharan Africa in 2005, he saw impoverished communities with poor drinking water, feast-and-famine crop cycles and rampant malaria infections. What he didn't see was mobile phones.

กลิ่นธูป ที่หอใน

เรื่องมันเกิดขึ้นในหอใน ของมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง ตึกพักของที่นี่ลักษณะคล้ายกับโรงพยาบาลเก่าค่ะ ในหนึ่งห้องพักด้วยกันทั้งหมดสี่คน เป็นเตียงเดี่ยว วางเป็นรูปตัวยู ทุกๆ เตียงจะติดผนังทั้งหมด (หวังว่าทุกคนคงนึกออกนะคะ) แล้วห้องที่เราพัก มีอยู่สามคนค่ะ เตียงเราอยู่ใกล้กับเตียงที่ว่าง

            คืนนั้นเรานั่งทำงานจนดึกมากๆ โดยที่เพื่อนที่ห้องเราก็นั่งเล่นคอมเป็นเพื่อน ก็มีคุยกันบ้าง แล้วระหว่างที่เพื่อนเราไปเข้าห้องน้ำ (เป็นห้องน้ำรวมแยกออกจากตัวห้องพักค่ะ) หลายครั้งเราก็รู้สึกเหมือนมีอะไรอยู่ด้านหลังเรา (คือเรานั่งหันหลังให้กับประตู และเตียงว่างค่ะ) แต่ก็ไม่ได้คิดอะไร คิดว่าเสื้อของพี่ที่อยู่ที่ห้องเรามันปลิวตามแรงลม ก็ไม่ได้คิดอะไรแล้วก็นั่งทำงานต่อไปจนเสร็จ เพื่อนเราก็เลยปิดไฟแล้วนอน เรานั่งเล่นคอมไปซักสิบนาทีแล้วจึงปิดคอมนอน

เด็กดีดอทคอม :: เรื่องลี้ลับ : กลิ่นธูป ที่หอใน

            เวลาตอนนั้นประมาณตีห้ากว่าๆ ค่ะ แล้วเราก็นอนโดยปกติเราเป็นคนนอนตะแคงอยู่แล้ว ก็นอนตะแคงหันหน้าเข้าหาฝาผนัง พอจังหวะที่กำลังจะหลับเรารู้สึกว่าตัวชาๆค่ะ ก็ไม่ได้คิดไรคิดว่าอากาศมันเย็นเฉยๆ หลังจากนั้นเราก็รู้สึกว่าตัวหนักๆ ชาๆ จะพลิกตัวก็พลิกไม่ได้ รู้สึกเหมือนแขนอีกข้างมันยกอยู่ และตึงๆ เราพยายามจะเอาลงก็เอาลงไม่ได้ พยายามลืมตาก็ลืมไม่ขึ้น อ้าปากร้องก็เหมือนลิ้นจุกปากทำอะไรไม่ได้เลยค่ะ มันหนัก และก็ชาไปหมดทั้งตัวเลย เลยคิดว่าเราโดนดีเข้าแล้วแหละเลยภาวนาสวดมนต์ค่ะ สวดนะโมสามจบ ต่อด้วยอะระหังสัมมา และสัพเพสัตตา

           ระหว่างที่เราสวดมนต์เรารู้สึกว่าตัวเราหนักขึ้นเรื่อยๆ หายใจเริ่มไม่ออก อยากร้องออกมาให้เพื่อนที่นอนเตียงข้างๆ ได้ยินก็ร้องไม่ได้ เราก็สวดมนต์ต่อไปอีกก็เริ่มหายชาค่ะ เมื่ออาการดีขึ้น เราก็พยายามหายใจให้เป็นปกติพยายามอ้าปากพูด ตัวเราก็เริ่มชาอีกเริ่มหนักขึ้นเรื่อยๆ เหมือนมีอะไรมาทับตัวเราไว้คราวนี้เป็นหนักกว่าครั้งก่อนๆ เลยค่ะ เราก็พยายามสวดมนต์ค่ะ สวดมนต์ไปเรื่อยๆ ไม่หยุดเลยค่ะ ตอนนั้นเรารู้สึกว่ามันทรมาน และเวลาช่างผ่านไปนานมากๆ ซักพักอาการเราก็ดีขึ้นจนกระทั่งหายเราเริ่มพลิกตัวได้ อ้าปากได้ แต่เราไม่กล้าลืมตาหรอกค่ะกลัวว่าจะเห็นอะไรเข้า

            เราเลยพยายามหลับตานอนให้หลับ ด้วยความที่เราอดนอนมาหลายวันทำให้เราสามารถนอนหลับไปได้ในคืนนั้น ตอนเช้าเราได้เล่าเรื่องนี้ให้เพื่อนฟัง (ไม่ใช่เพื่อนที่ห้องนะคะ ไม่กล้าเล่าให้ฟัง) เพื่อนเราก็บอกว่าเราคิดไปเองรึเปล่า สงสัยเราไม่ได้นอนหลายวันร่างกายน่าจะเพลีย แต่เรามั่นใจว่าไม่ได้คิดไปเอง ตกเย็นวันนั้นเราชวนเพื่อนคนเดิมออกไปทานข้าว

            พอเราเข้าไปในห้องของเพื่อน เพื่อนเราถามว่าเราได้กลิ่นอะไรรึเปล่า แต่เราไม่ได้กลิ่น เพื่อนเราเลยเงียบไป พอมาถึงร้านที่จะซื้อข้าวเพื่อนเราถามย้ำอีกว่าเราไม่ได้กลิ่นอะไรในห้องจริงๆ เหรอ เราก็ยืนยันว่าเราไม่ได้กลิ่นอะไรจริงๆ เราเลยถามว่าเพื่อนเราได้กลิ่นอะไรมันก็หน้าตาซีดๆ แล้วตอบว่าได้กลิ่นธูปตอนที่เราเข้าไปในห้อง ทั้งๆ ที่ก่อนหน้านี้ไม่ได้กลิ่นอะไรเลย

           เราได้แต่เงียบ และเดินกลับหอโดยไม่ได้พูดอะไรถึงเรื่องนี้อีกเลย ตกลงว่าสิ่งที่เราเป็นในคืนนั้นเป็นเพราะว่าร่างกายเราเพลียหรืออะไร แล้วกลิ่นธูปที่เพื่อนเราได้กลิ่นล่ะมาจากที่ไหน จนตอนนี้เราก็ยังหาคำตอบไม่ได้เลย ตอนนี้เราไม่กล้าอาบน้ำดึก และนอนดึกๆ อีกเลยค่ะ !!

ผีห้องน้ำชั้น 2

ตอนเราเรียนอยู่ ป.6 อ่ะ เป็นปีที่ขอบอกว่าเหนื่อยมากสำหรับเด็กประถม เพราะต้องติวนู่น นี่ นั่น เพื่อจะได้สอบเข้าโรงเรียนมัธยมดังๆ ให้ติด

เด็กดีดอทคอม :: เรื่องลี้ลับ : ผีห้องน้ำชั้น 2

            แล้วทางโรงเรียนเราก็เปิดติวให้เด็กเยอะมาก ตอนเช้าก่อนเรียน ก็ไปติวที่หอประชุมตึก 6 พอเรียนตามตารางเรียนเสร็จก็จะให้เด็กเรียกพิเศษทุกคน หลังจากเรียนพิเศษนั่น โรงเรียนก็ให้เด็ก ป.6 ทุกคนไปติวเรียนวิชาการทุกวันตอน 4 โมง 5 โมงที่ตึกใหม่ชั้น 2 ซึ่งชั้นนั้นเป็นชั้นที่รวมกับห้องดนตรีไทย ห้องรำไทยอยู่ด้วย

            เรื่องอาจไม่มีอะไรมากมายในตอนนี้ แต่... มีวันนึง เพื่อนเราเรียนเสร็จแล้วก็ลงไปด้านล่างเตรียมตัวกลับบ้านกัน แต่พอดีเพื่อนเรา มันดันลืมของไว้ข้างบน มันก็เลยตัดสินใจขึ้นไป ซึ่งตอนนั้นไม่มีใครอยู่ที่ชั้น 2 แล้ว ซึ่งก็แน่นอนเพราะเป็นเวลาเกือบ 6 โมงแล้วด้วยและตอนนี้เกือบจะ 6 โมงแล้วด้วย !!

            เพื่อนเรามันขึ้นไปคนเดียว แถบไฟก็ปิดหมดแล้ว เพื่อนเรารีบขึ้นรีบลงอย่างไวมากๆ และจังหวะกำลังจะลงบันได (ข้างๆ บันได จะเป็นห้องน้ำหญิง) ก็เห็นป้าภารโรงคนนึง กำลังถูพื้นอยู่ตรงบันได (ปกติ เค้าจะไม่ถูพื้นตอนนี้นะ) เพื่อนหนูก็แปลกใจ ถามไปว่า ป้ายังไม่กลับบ้านหรอคะ ป้าเค้าก็ตอบมาว่า ป้าอย่างอยู่อีกสักเดี๋ยวจ๊ะ เพื่อนหนูก็ไม่สนใจลงข้างล่างแล้วกลับบ้านเลย

            พอผ่านมาอีก 2 วัน คุณครูที่สอนดนตรีสากล ก็มาบอกข่าวร้ายว่า ป้าภารโรงของโรงเรียนเราได้เสียชีวิตไปแล้ว แต่สิ่งที่เพื่อนเราสยองมากนั้นก็คือ แกเสียไปเมื่อ 3 วันที่แล้ว เพื่อนเราเลยแย้งกับคุณครูว่า จะเป็นไปได้ยังไงพึ่งเห็นเมื่อสองวันก่อนเอง เท่านั่นแหละ หลอนทั้งโรงเรียนเลย !!

             จนมีวันนึง อันนี้เราเจอกับตัวเองเลย ที่จำเป็นต้องเข้าห้องน้ำชั้นนั้น ตอนที่เข้าไปในห้องน้ำ กำลังทำภารกิจ อยู่ดีๆ ก็ได้ยินเสียงเหมือนมีคนมาเอาของที่ห้องเก็บเครื่องทำความสะอาด แล้วได้ยินเหมือนมีคนถูพื้นมาที่ห้องน้ำที่เราเข้าอยู่ ตอนนั้นห้องน้ำทั้งมืด ทั้งเงียบ เราตัดสินใจรอเพื่อนอยู่ในห้องไม่กล้าออกจนมีเพื่อนคนอื่นเข้ามาในห้องน้ำ ค่อยวิ่งออกไปแบบไม่คิดชีวิตเลย

             ทุกวันนี้นักเรียนคนที่กลับบ้านดึกๆ ก็มักจะเห็นป้าภารโรงคนนั้นอยู่บ่อยๆ โดยเฉพาะห้องน้ำห้องนั้น ที่หลังเลิกเรียนแทบจะไม่มีใครกล้าเดินไปใช้เลย บรื้ออออ

ปริศนานักเรียนชาย

เรื่องลี้ลับในสถาบันที่จะเล่าใฟ้ได้ฟังวันนี้ มันเกิดขึ้นตอนเรา และอยู่ ม.1 เราเรียนที่โรงเรียนชื่อดังแห่งหนึ่งในจังหวัดเชียงราย (ใบ้ให้ว่าเป็นโรงเรียนที่แยกฝั่ง ม.ต้น กับ ม.ปลาย)

            คือทุกวันหลังเลิกเรียน เรากับเพื่อนๆ ชอบไปนั่งเล่นที่ชั้น 2 ของตึก 1 ที่โรงเรียนเป็นประจำ ซึ่งชั้น 2 ของตึก 1 นี้ก็ไม่ธรรมดา เพราะรุ่นพี่ๆ เคยเล่าบอกต่อกันมาว่า ที่นั้นผีดุมาก โดยเฉพาะผีเด็กที่รุ่นพี่ๆ เจอกันจนต้องวิ่งหน้าตั้งมาทุกปี

เด็กดีดอทคอม :: เรื่องลี้ลับ : ปริศนานักเรียนชาย

            ตอนนั้นเรากับเพื่อนๆ ก็เชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง เพราะบรรยากาศของชั้น 2 ในตึก 1 นั้นไม่ได้น่ากลัวเลย ยิ่งเป็นตึกเรียนด้วยแล้วนักเรียนยิ่งเดินบ่อย แต่มีอยู่วันหนึ่งความคิดของเราก็เริ่มเปลี่ยนไป วันนั้นหลังเลิกเรียนก่อนกลับบ้าน เราเดินไปล้างมือที่ห้องน้ำชั้นนั้น ขณะที่ล้าง จู่ๆ เพื่อนที่ยืนรออยู่ด้านนอกก็ตะโกนบอกมาว่า เร็วๆๆๆ ออกมาเร็ว!!

            เพื่อนเราตะโกนเสียงดังจนเราตกใจเสียง มากกว่าที่จะฟังว่าเกิดอะไรขึ้น แต่ก็รีบวิ่งออกจากห้องน้ำมาหาเพื่อน จังหวะนั้นเพื่อนรีบลากเราลงไปชั้นล่างทันที ระหว่างนั้นเราถามอะไรก็ไม่ตอบ จนในที่สุดเพื่อนก็ยอมเล่าให้ฟังว่า เมื่อกี้เห็นเด็กผู้ชายนั่งอยู่ที่โต๊ะมุมตึกของชั้น 2 เด็กผู้ชายคนนั้นมีเลือดไหลที่หัว"

            ตอนนั้นเรายอมรับว่าไม่เชื่อเพื่อน และคิดว่าเพื่อนคนนั้นคงคิดไปเอง แต่หลังจากวันนั้นไม่กี่วันเราถึงกลับเชื่อสนิท เพราะมันได้เกิดขึ้นกับตัวเราเอง ขณะที่เรากำลังเดินกลับห้องเรียน (ที่อยู่ชั้น 4 ตึกเดียวกัน) ขณะที่เดินผ่านชั้น 2 เราก็หันไปมองหน้าห้องน้ำตรงจุดเกิดเหตุนั้นเลย ปรากฏว่า……..

            เราเห็นผู้หญิงแก่ ยืนก้มหน้าอยู่หน้าห้องน้ำในมือถือมีดอีโต้ขนาดใหญ่ที่มีเลือดสีแดงกำลังหยดลงพื้น ตอนนั้นเราหลับตา และก็ลืมตาดูอีกทีเพื่อให้แน่ใจว่าตาไม่ฝาด ภาพที่เห็นตรงหน้าก็ยังเป็นภาพเดิม วินาทีนั้นเราทั้งวิ่ง ทั้งตกใจผวาสุดๆ วิ่งขึ้นห้องเรียนอย่างไม่คิดชีวิตเลย

            หลังจากวันนั้น เรากับเพื่อนทั้งกลัว ทั้งตกใจ ไม่กล้าแม้จะกระทั่งเดินขึ้นชั้น 2 แต่ก็ได้ไปเล่าเรื่องที่เจอให้กับรุ่นพี่ๆ ในโรงเรียนฟัง รุ่นพี่ก็เล่าตำนานสยองขวัญในตึกนี้ให้ฟังอีกเยอะมาก ไม่ว่าจะเป็นห้องซาวด์แลบที่ดึกๆ ไฟชอบเปิดเองทั้งๆ ที่ไม่มีคนอยู่ หรือแม้แต่เก้าอี้ห้องปกครองที่เลื่อนเอง และรวมไปถึงปริศนาคุณครูที่ฆ่าตัวตายในโรงเรียนเมื่อหลายปีก่อน

            แต่วินาทีนี้สิ่งที่เราอยากรู้ และค้างคาใจมากที่สุด คือ เด็กนักเรียนผู้ชายที่มีเลือดไหลจากหัว กับผู้หญิงแก่ที่ถือมีดอีโต้เกี่ยวข้องกันยังไงหรือเปล่า เพราะอดคิดไม่ได้จริงๆ

ตำนานผีรุ่นพี่

เรื่องที่จะเล่าเป็นเรื่องที่เกิดกับเพื่อนสนิทของเราเองค่ะ เพื่อนเราชื่อ อลิซาเบธ เป็นนักเรียนแลกเปลี่ยนจากประเทศอเมริกา และเรื่องราวความสยองขวัญ ได้เริ่มต้นขึ้นในวันที่นักเรียน ม.4 ทุกคนต้องพักแรมเข้าค่ายกลุ่มสัมพันธ์ประจำปี และวันนั้นก็มีรุ่นพี่ ม.5 มาเป็นพี่เลี้ยงให้ตลอดการเข้าค่าย

เด็กดีดอทคอม :: เรื่องลี้ลับ : ตำนานผีรุ่นพี่

            อลิซาเบธ ชอบบอกเราบ่อยๆ ว่าเขาแอบชอบรุ่นพี่ ม.5 ที่เป็นฝรั่งเหมือนกัน เราได้ยินครั้งแรกก็แปลกใจ เพราะตั้งแต่เราเรียนมาก็มีตอนม.1 ครั้งเดียวที่มี ม.5 เป็นฝรั่ง แต่ ตอนนี้ที่โรงเรียนมีแต่นักเรียนลูกครึ่ง เท่าที่ไล่ดูไม่มีฝรั่งแน่นอน ตอนนั้นเราก็คิดว่าอลิซาเบธ คงจำเข้าใจผิด !!

           หลังจากร่วมกิจกรรมค่ายมาตลอดทั้งวัน พอถึงตอนกลางคืนเราเหนื่อยมากก็เลยรีบเข้านอน (เรานอนตึก 1 ชั้น 4) อลิซาเบธ ก็ไม่ยอมนอน เอาแต่เล่าให้เราฟังว่า วันนี้รุ่นพี่ฝรั่งคนนั้นมองเธอตลอด เราก็พูดกลับไปว่า จะเป็นไปได้ยังไงโรงเรียนเราไม่มีฝรั่งสักคน มีใกล้เคียงสุดก็แต่ลูกครึ่ง แต่เธอก็ทำเป็นไม่สนใจหาว่าเราโกหก

           ระหว่างที่เรานอนจะหลับแล้วนั้น อลิซซาเบธ ซึ่งกำลังเอาของออกมาจากกระเป๋า และเธอก็ปรากฏเห็นจดหมายฉบับหนึ่งแนบไว้ในกระเป๋าเธอ จดหมายฉบับนี้เขียนว่า “I want see you Alice ? and you. see you at behind school แล้วเธอก็อ่านชื่อผู้เขียนให้เราฟังว่าชื่อ Ian (เอียน) เรากับเพื่อนถึงกับผงะ !!

           เรารีบคว้าจดหมายฉบับนั้นมาดู แต่ปรากฏว่าภาพที่เราเห็น มันเป็นแค่ซองกฐินผ้าป่าที่ครูแจกให้ จังหวะนั้นเรารีบบอกให้เธอนอนเร็วๆ เพราะตอนนั้นเราเหนื่อยมาก และยังทิ้งท้ายก่อนนอนอีกว่าอย่าเอ่ยเรื่องนี้อีก พอตื่นเช้ามา เธอก็บอกว่าจะไปถามรุ่นพี่ๆ เพื่อหาคนที่ชื่อ Ian (เอียน) เจ้าของจดหมายที่เธอได้รับ ซึ่งเธอเชื่อว่าเป็นคนเดียวกับรุ่นพี่ฝรั่งที่แอบมองเธอแน่นอน

           เรื่องราวเริ่มบานปลาย อลิซาเบธ เริ่มไม่มีสมาธิที่จะเข้าค่าย และพูดถึงรุ่นพี่คนนั้นอยู่เรื่อยๆ จนเพื่อนในห้องเดียวกันทนไม่ไหว เดินเข้ามาแล้วจูงมือพาเรากับอลิซาเบธไปห้องๆ หนึ่ง ไปดูรูปพี่เขาอยู่ในห้องเก็บถ้วยรางวัลนักกีฬาว่าใช่คนนี้ไหม ?

           อลิซาเบธ บอกว่าใช่ เพื่อนกลุ่มนั้นจึงได้เล่าเรื่องราวทั้งหมดให้เรา และเธอฟังว่า เมื่อ 3 ปีที่แล้ว ตอนเราอยู่ ม.1 มีรุ่นพี่คนนึงมาจากประเทศแคนาดา ชื่อเอียน เป็นคนเดียวกับที่เห็นในรูปห้องถ้วยรางวัลนี่แหละ พี่เขาหล่อมากเป็นป็อปสตาร์ของโรงเรียนพี่ เขาเก่งกีฬาบาสเกตบอลมากจึงเป็นตัวแทนของโรงเรียนไปแข่ง และได้ถ้วยมากมายอย่างที่เห็น

           พี่เขาได้ทุนมาเรียนแค่ 2 ปีพอจะกลับ แฟนพี่เขาก็ดันไม่อยากให้กลับ แฟนพี่เขาเลยคิดมากกลัวว่าเอียนจะไปมีกิ๊กเลยเครียดจัดโดดตึกที่บ้านฆ่าตัวตาย แต่พี่เอียนกลับไม่สนใจ กลับมีกิ๊กใหม่อีกหลายคน

           จนวันนั้นเพื่อนของพี่เอียนเล่าว่าเอียนเห็นกิ๊กของตัวเองเรียกเข้าไปหลังโรงเรียนเขาจึงตามไปพร้อมเพื่อน แต่สิ่งที่เห็นไม่ใช่กิ๊ก แต่เป็นแฟนพี่เอียนที่ตายไปแล้ว เพื่อนพี่เอียนตกใจมากรีบวิ่งออกมาแต่ระหว่างทางได้ยินเสียงร้องของเอียนดังออกมาแบบเจ็บปวดมากพอหันกลับไปก็เจอเอียนในสภาพมีดปักหัวเลือดอาบท่วมหัว !!

            ตั้งแต่วันนั้นมารุ่นน้องคนไหนที่สวยๆ รักคนง่ายก็จะเห็นพี่เขาอยู่บ่อยๆ แล้วก็จบลงด้วยการโดดตึกทุกคน พอได้ยินแบบนี้ อลิซาเบธ ถึงกลับตกใจมากจนแทบเสียสติไปเลย เรื่องนี้เป็นตำนานที่น่ากลัวที่สุดเท่าที่โรงเรียนเคยมีมา ใครที่อยู่ดึกๆ มักเห็นว่ามีผู้หญิงโดดตึก บางคนก็เหมือนกับว่าได้ยินใครมาเป่าลมขางหู มีคนมาจับขาพอมองลงไปก็เห็นเป็นผู้ชายในสภาพที่หัวยังมีมีดปักอยู่

            จนทุกคนต่างบอกเป็นเสียงเดียวกันว่า ผู้หญิงคนนั้นคือแฟน พี่เอียน ที่โดดตึกฆ่าตัวตาย และผู้ชายคือ พี่เอียน แม้กระทั่งรุ่นพี่ที่ไม่รู้จักตำนานนี้ก็ยังโดนหลอกกันแทบทุกคน และทุกวันนี้รุ่นพี่ๆ ก็มักจะเล่าสืบต่อกันว่า เอียน และแฟนของเขายังอยู่ที่โรงเรียนเสมอ เขาพร้อมให้ทุกคนเห็น ขึ้นอยู่กับว่าใครต่างหากที่จะเห็นพวกเขา !!

ห้องน้ำโรงอาหาร

ล่าสุดเรื่องลี้ลับในสถาบันที่จะนำมาบอกต่อกันในสัปดาห์นี้ เป็นตำนานที่เกิดขึ้นในห้องน้ำของโรงแห่งหนึ่ง จนรุ่นพี่ และอาจารย์หลายๆ คนต่างผวากันทั้งตึก เรื่องราวจะเป็นอย่างไรไปอ่านจากเรื่องของ น้อง Kumo กันเลยครับ

             สวัสดีค่ะ พี่ลาเต้ และเพื่อนๆ ชาวเด็กดีทุกคน เรื่องลี้ลับในสถาบันที่เราจะเล่าให้ฟังนี้วันนี้ เป็นเรื่องที่เจอกับตัวเอง พร้อมกับเพื่อนเราอีกสองคน ซึ่งเรียกได้ว่าน่ากลัวมากเลยทีเดียว ตอนนั้นเราอยู่ ม.2 (ปัจจุบันอยู่ ม.3) ในโรงเรียนแห่งหนึ่ง (ไม่ขอบอกชื่อเพราะจะทำให้โรงเรียนเสื่อมเสียชื่อเสียง) ปกติเราจะนั่งวาดการ์ตูนอยู่กับเพื่อนที่โรงเรียนอีกสองคนที่เป็นผู้ชาย

เด็กดีดอทคอม :: เรื่องลี้ลับ : ห้องน้ำโรงอาหาร

             จนกระทั่งเย็นวันหนึ่ง เราเกิดปวดท้อง และต้องเข้าห้องน้ำขึ้นมาทันที แต่ห้องน้ำอื่นตามอาคารต่างๆ ได้ปิดหมดจนเหลือแต่ที่ห้องน้ำโรงอาหาร เราก็เลยจึงชวนเพื่อนอีกสองคนไป ซึ่งเพื่อนชายก็ยืนรออยู่ด้านนอก ตอนที่เราเข้าไปนั่นแหละ จู่ๆ เราก็ได้ยินเสียงมาจากห้องน้ำด้านในสุด แรกๆ ก็คิดว่าไม่มีอะไรภารโรงคงจะเข้ามา เราก็เลยเลือกที่จะเข้าห้องเเรกๆ เพราะเคยได้ยินเรื่องเฮี้ยนเกี่ยวกับห้องน้ำนี้ตั้งแต่ตอน ม.1 เหมือนกัน

             พอระหว่างเข้าห้องน้ำ เราก็ได้ยินเสียงเหมือนคนใส่รองเท้าส้นสูงเดินเข้ามา ตอนนั้นเรานึกถึงเรื่องที่รุ่นพี่ๆ ชอบเล่าคือ ส่วนใหญ่มักจะได้ยินเสียงรองเท้าส้นสูงแบบนี้ตอนเข้าห้องน้ำ เราจึงรีบออกมาทันทีที่ทำธุระเสร็จ

             ระหว่างที่เปิดประตูห้องน้ำออกมา พอผมหันกลับไป ก็เห็นผู้หญิงคนนึงยืนก้มหน้าอยู่ และไม่มีเท้า!! เท่านั้นล่ะเรากับเพื่อนอีกสองก็โกยอ้าวไปเลย หลังจากนั้นหลายวัน เราก็ได้มาทำบุญ (ในโรงเรียนจะมีการทำบุญทุกวันพุธ) และตั้งแต่นั้น เราก็ไม่กล้าเข้าห้องน้ำในโรงอาหารนั้นอีกเลย

            พอหลังจากเหตุการณ์ในวันนั้นเราก็ได้ยินรุ่นพี่ๆ เล่ากันมาว่า โรงเรียนของเราเคยมีผู้หญิงคนหนึ่งถูกฆาตกรรมในห้องน้ำห้องนั้น !! คนในโรงเรียนส่วนใหญ่มักจะเจอดีกัน ไม่เว้นแม้กระทั่งอาจารย์ บางครั้งเราก็รู้สึกว่าเธออาจจะมาขอส่วนบุญก็ได้ แต่ยังไงเราก็กลัวอยู่ดีนั่นล่ะ !!

           

ตู้ผีที่ระลึก

เราเป็นนักเรียนโรงเรียนหญิงล้วนแห่งหนึ่ง ที่ใครเอ่ยนามก็คงจะรู้จักนะคะ โรงเรียนของเราเป็นโรงเรียนที่ก่อตั้งโดยเชื้อพระวงศ์ในสมัยก่อน นักเรียนทุกคน และเรารักและศรัทธาโรงเรียนแห่งนี้มากๆ

             โรงเรียนของเรามีหอพักนักเรียนประจำอยู่ด้านในสุดของโรงเรียนติดริมแม่น้ำเจ้าพระยา แต่ก่อนมันเป็นตึกมัธยมเก่า แต่ต่อมาได้ทุบทิ้งแล้วสร้างตึกหลังใหม่ขึ้นมาแทน ซึ่งก็คือตึกของรักเรียนประจำปัจจุบันนั้นเอง และเราก็เป็นนักเรียน ที่เข้ามาอยู่ในตึกประจำแห่งนี้ช่วงแรกๆ ที่เข้ามาอยู่ ไม่ค่อยมีอะไรหรอก แต่ก็เคยได้ยินเพื่อนๆ เล่าอยู่หลายครั้งว่าชั้น 4 ของตึก ซึ่งเป็นห้องแต่งตัวของนักเรียนประจำนั้นมีผี !!

เด็กดีดอทคอม :: เรื่องลี้ลับ : ตู้ผีที่ระลึก

              วันนั้นเราซ้อมบาสเกตบอลเสร็จ เราก็รีบเข้าตึกประจำ เพราะมันสายแล้ว เราตัดสินใจวิ่งรวดเดียวขึ้นไปชั้น 4 และทันทีที่เข้าห้องแต่งตัวได้ เรารีบปิดประตู (ประตูเป็นประตูไม้สักเก่าๆ) แล้วจัดการรีบถอดเสื้อผ้า ระหว่างนั้นเราได้ยินเสียงปิดตู้ และล็อคกุญแจ ดังมาจากอีกมุมหนึ่งของห้อง

              วินาทีนั้นเราก็ดีใจแล้ว เพราะอย่างน้อยก็มีคน อยู่เป็นเพื่อน และสายเหมือนกับเรา จากนั้นเราก็เลยเผลอตะโกนถามไปอย่างทะเล้นๆ ใครอ่ะ ยังไม่ลงไปอาบน้ำอีกเหรอ เราก็รอฟังคำตอบ แต่ก็ไม่มีเสียงคนตอบกลับมา มีเพียงเสียงตู้ที่ดังๆ อยู่เรื่อยๆ สักพักเราก็ทนความเงียบไม่ไหว รีบเดินไปดูตู้ที่เป็นที่มาของเสียง ปรากฏว่า ไม่มีใครสักคน!!

              ตอนนั้นเราพยายามคิดว่า เพื่อนน่าจะลงไปแล้วหรือเปล่า แต่คิดไปคิดมาประตูทางเข้ามันอยู่ตรงตู้เรา หากลงไปก็ต้องผ่านตู้ของเราไปแน่นอน จังหวะนั้นเราตกใจจนพูดอะไรไม่ออก พอตั้งสติได้ เราวิ่งลงชั้น 1 ไปทันทีเพื่อรีบไปอาบน้ำ ระหว่างทางก็พยายามคิดว่าเมื่อกี้เราได้ยินเสียงอะไรมา หูแว่วไปหรือเปล่า แต่ค่อนข้างมั่นใจว่ามันชัดมากกก จนคิดเป็นเสียงอย่างอื่นไม่ได้

              เรากังวลจนตัดสินใจจนต้องไปเรียกเพื่อนในกลุ่มอีก 5 คนขึ้นไปด้วย ซึ่งพอเอาเรื่องทั้งหมดไปเล่าให้เพื่อนๆ ฟังทุกคนต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า มุมห้องใช่ไหม? เราก็เคยได้ยิน มันชัดมากจนคิดว่ามีคนอยู่จนเพื่อนๆ ก็เริ่มแชร์ประสบการณ์กันว่า ห้องแต่งตัวชั้น 4 นั้นมีรุ่นพี่รุ่นก่อนๆ คนหลายคนเจอมาเหมือนกันทั้งเจอเสียงประหลาด เจอเสียงคนคุยกัน ทั้งๆ ที่ทั้งชั้นมีอยู่คนเดียว!!

              จนหลังจากนั้นเราเหมือนกับเป็นโรคจิต เพราะเวลาก่อนเปิดตู้ เราจะยกมือไหว้ และสวดมนต์ก่อน จนคนที่ไม่รู้ก็งงว่าเราไหว้อะไร แต่เพื่อความสบายใจเราก็ทำ จนวันหนึ่งทุกอย่างก็เฉลย !! เราก็เพิ่งสังเกตเห็นว่า เหนือตู้บริเวณไม้ได้สลักตัวอักษรว่า ที่ระลึกงานพระศพ........ซึ่งมีทุกตู้ และบางตู้ก็จางๆ

              ทุกวันนี้นักเรียนทุกคนที่ใช้ห้องนั้นกลัวกันมาก (โดยเฉพาะหลังรู้ว่ามีตัวอักษรบนหลังตู้) แล้วเวลาต้องเข้าไปห้องนั้น ก็จะต้องไปกันหลายๆ คน แต่ก็เชื่อไหมว่าทุกวันนี้ ตึกประจำชั้น 4 นั้น ยังมีคนเห็นเหตุการณ์แปลกๆ มากมาย จนนักเรียนหลายคนกลัวจนเป็นโรคจิตกันอยู่แล้ว !!

ผีค่ายลูกเสือ

เรื่องลี้ลับในสถาบันที่เราจะเล่าให้ฟังวันนี้ เกิดขึ้นกับน้องสาวแท้ๆ ของเราเอง ในวันที่ไปเข้าค่ายลูกเสือยุวกาชาติ ที่ ร.ร. แห่งหนึ่งในจังหวัดขอนแก่น !!

เด็กดีดอทคอม :: เรื่องลี้ลับ : ผีค่ายลูกเสือ

           เรื่องเกิดขึ้นตอนนอนในคืนแรกที่ค่ายค่ะ น้องของเรานั้นได้นอนที่อาคาร 2 ซึ่งรุ่นพี่เคยเล่ากันว่า อาคารนี้มีคนผูกคอตาย โดยห้องที่มีคนผูกคอตายนั้นถัดไปจากห้องที่น้องเรานอนเพียง 4 ห้อง เวลาขณะนั้นน้องเราที่กำลังจะนอน และพวกเพื่อนๆ ในห้องก็ช่วยกันจัดที่นอน แล้วก็มีเพื่อนคนนึงเอาโต๊ะกับเก้าอี้ไปวางไว้ใต้คานห้อง ซึ่งตั้งให้เก้าอี้นั้นวางอยู่บนโต๊ะ เพราะว่าเพื่อนน้องเราจะกางมุ้งแล้วหาที่เกี่ยวไม่ได้

           จู่ๆ ก็มีเพื่อนคนนึงที่นอนในห้องเดียวกันทักติดตลกขำๆ มาว่า เฮ้ย! แกคว่ำเก้าอี้ก็ได้ ตั้งแบบนี้เดี๋ยวก็มีคนมานั่งหรอก แต่เพื่อนคนนั้นก็ไม่สนใจ แล้วพอจัดที่นอนเสร็จทุกคนก็พากันนอน น้องเราเขาได้นอนตรงติดประตูพอดีแล้วหันหลังเข้าประตู

           ปกติน้องของเราจะเป็นคนหลับยากอยู่แล้ว ในคืนนั้นเวลาล่วงเลยไปเกือบเที่ยงคืนก็ยังไม่หลับ พอนอนไปสักพัก น้องเราก็รู้สึกเหมือนมีคนมานั่งจ้องอยู่ข้างหลัง ซึ่งตอนนั้นก็คิดว่าคงเป็นพี่เลี้ยงที่มาดูว่าหลับ หรือยัง น้องเราจึงแกล้งทำเป็นหลับ

           สักพักน้องเราเริ่มรู้สึกว่าพี่เลี้ยงที่มาตรวจตอนดึกๆ คงจะไปแล้ว น้องเราเลยลองลืมตาดู เมื่อลืมตาก็พบว่า เห็นเป็นคนนั่งอยู่บนเก้าอี้ที่อยู่กลางห้อง น้องบอกว่าเห็นเป็นผู้หญิงผมยาวๆ ใส่ชุดสีขาว นั่งแบบไม่ขยับตัวเลย น้องเรารีบหลับต่อเลย จนพอเช้าวันรุ่งขึ้นน้องเราถึงกับตะลึง เพราะเพื่อนที่นอนห้องเดียวกัน เจอผู้หญิงคนนั้นเหมือนกันทั้งห้อง บางคนถึงกับนอนไม่หลับไปทั้งคืน เพราะภาพที่เห็นมันหลอนมากกก !!

ห้องอนุบาลสยองขวัญ

เรื่องเกิดขึ้นประมาณ 4 ปีก่อน ตอนที่เราเรียนอยู่ ป.6 ตอนนั้นจะมีการเข้าค่ายพุทธบุตรประจำทุกปี อาจารย์จะจัดให้เด็กๆ ที่มาบวชนอนที่โรงเรียนที่ห้องของเด็กอนุบาลเพราะจะมีแอร์ทุกห้อง

เด็กดีดอทคอม :: เรื่องลี้ลับ : ห้องอนุบาลสยองขวัญ

           คืนแรกก็เจอดีจนเกือบทนไม่ได้ คืนนั้นพระอาจารย์ปล่อยให้นักเรียนทุกคนเข้านอนตอน 4 ทุ่ม แต่เด็กอายุประมาณนั้นก็ไม่นอนกันหรอกค่ะ เอาแต่คุยกัน ส่งเสียงดัง แล้วก็เล่นกัน ครั้งแรกอาจารย์ก็เข้ามาเตือนแล้ว บอกว่า ส่งเสียงดังระวังผีมาหลอก แต่ไม่มีใครกลัว เพราะคิดว่าอาจารย์แค่หลอกๆ แล้วก็ยังเล่นกันต่อไป

           ไม่กี่นาทีต่อมาก็มีเสียงร้องไห้แบบดังมากๆ ดังจนกลบเสียงเด็กในห้องประมาณ 20 กว่าคนได้ เสียงร้องไห้แบบกรีดร้อง แบบเจ็บปวดมากๆ ทุกคนในห้องพร้อมใจกันเงียบทันที และมองไปรอบๆ ห้อง แล้วอยู่ดีๆ เพื่อนเราชื่อ โบว์ ก็กรี๊ดออกมาแล้วชี้ไปที่หน้าต่าง

            พอเรามองไปที่หน้าต่างที่เป็นกระจกฝ้า ก็ปรากฏว่าเห็นเงาผู้หญิงยืนร้องไห้สะอึกสะอื้นอยู่ ตัวของเธอสั่นมาก ตอนนั้นเราตกใจแทบช็อค แต่เพื่อนคนอื่นๆ เหมือนว่าจะไม่เห็น เพราะพวกเค้าเข้ามาถามเรากับโบว์ว่าเป็นอะไร แต่เราก็ไม่มีคำตอบให้ เพราะตอนนั้นสติไม่อยู่กับตัวแล้ว

            จนผ่านไปได้สักพัก อาจารย์ก็เปิดประตูเข้ามาในห้อง ทำเอาตกใจกันทั้งห้อง อาจารย์ถามเรากับเพื่อนคนนั้นว่า เห็นอะไรใช่มั๊ย เราตั้งสติได้ก็มองกลับไปที่หน้าต่าง ก็ไม่พบอะไร แล้วคืนนั้นอาจารย์ก็เรียกเรากับโบว์ไปคุยที่ห้องพักครู

            อาจารย์บอกว่าที่เรา 2 คนเห็นน่าจะเป็นอาจารย์สอนเด็กอนุบาลคนก่อนที่ตกหน้าต่างลงไปโดนเหล็กเสียบคอเสียชีวิต เพราะอาจารย์คนนี้ยังสาว และเข้ามาทำงานได้ไม่นาน เธอก็จบชีวิตลงอย่างน่าเศร้า และพวกอาจารย์ท่านก็เห็นบ่อยๆ !!

ผีในละคร

เรื่องมีอยู่ว่า สมัยประถม เราเรียนโรงเรียนสังกัดเทศบาล ในจังหวัดแห่งหนึ่งในภาคเหนือตอนล่าง ด้วยความที่โรงเรียนเราเป็นวัดเก่านับร้อยปี มักจะมีเรื่องน่าชวนขนลุกมากมาย ทั้งจากรุ่นพี่ หรือเพื่อนๆ เล่าให้ฟัง จนกระทั่งเราได้พบเจอกับตัวเอง ตอนนั้นเราอยู่ประมาณ ป.4 อาคารที่เราเรียนจะเป็นอาคารไม้เก่ามากหลายปี สมัยก่อนนักเรียนจะเรียนในห้องเดียว ไม่เดินเรียนเหมือนทุกวันนี้ ทำให้เรา และเพื่อน ๆ ทำกิจกรรม และเล่นกันในห้องตลอดเวลา

เด็กดีดอทคอม :: เรื่องลี้ลับ : ผีในละคร

            วันหนึ่งเพื่อนเราชวนเราเล่นแสดงละครกัน (แบบประมาณว่า เล่นพ่อแม่ลูกกัน) จากนั้นก็รวบรวมเพื่อนอีกประมาณ 7-8 คน เพื่อเล่นละครกัน โดยที่บทของเราเล่นเป็นน้องคนสุดท้องที่ตายไปแล้ว แล้วกลับมาหาพวกพี่ๆ ทั้งหลาย เราเล่นกันอยู่สักพัก เพื่อนเราอีกคนเกิดหิวข้าว เลยชวนเราไปกินข้าวที่โรงอาหาร ด้วยความเร่งรีบ เราเลยลืมบอกเพื่อนๆ ที่เหลือที่เล่นด้วยกันว่าจะไปโรงอาหาร จากนั้นเราก็ไปกินข้าวกับเพื่อนที่โรงอาหาร และไม่ลืมที่จะซื้อขนมฝากเพื่อนๆ ที่เหลือ

            พอเรากำลังจะขึ้นไปหาพวกเพื่อนๆ เราเห็นเพื่อนเราหน้าตื่นออกมาจากห้องเรียนที่เราเล่นกันอยู่ เราเลยรีบวิ่งไปหาพวกมัน แต่พอมันเห็นเราเท่านั้นแหละ... มันร้องกรี๊ดลั่นเลยแล้วมันก็ร้องไห้วิ่งออกไปนอกอาคาร ทำให้เรากับเพื่อนที่ไปกินข้าวด้วยกันงงอยู่ตรงนั้นพักใหญ่ พอเราวิ่งตามมันไปเพื่อถามว่าเกิดอะไรขึ้น พวกเพื่อนเราตั้งสติได้มันก็ถามว่า "ใช่เพื่อนมันจริงมั้ย" เราก็งงว่าทำไมมันถามแบบนี้ตอนแรกเราคิดว่ามันงอนเราที่ไม่ชวนพวกมันไปกินข้าว มันเลยเล่าให้ฟังว่า...

           หลังจากที่เรา และเพื่อนอีกคนออกไปกินข้าว(โดยที่ไม่บอกพวกมัน) มันก็เข้าใจว่าเราอยู่ในห้อง เพราะมันบอกว่า มันเห็นเรายืนหันหลังอยู่หลังห้อง พอมันเรียกเรา(แต่จริงๆ แล้วไม่ใช่เรา) เราก็ไม่หัน มันเลยเดินไปหา แต่ว่าพอมันเดินเข้าไปหา คนๆ นั้นก็หันกลับมาพร้อมเสื้อผ้าเปื้อนเลือด แล้วหันมาแสยะยิ้มให้พวกมัน มันเลยเตลิดออกมาจากห้อง ในจังหวะที่เราเดินสวนกับมันพอดี

ผีคณะสังคมฯ

ที่ห้องน้ำคณะสังคมศาสตร์ ที่เก่า ๆ หน่อย ลองไปหาดูเอาเอง ลักษณะห้องน้ำคือ ประตูทางเข้าอยู่ตรงกลาง เมื่อเข้าไปแล้วโถฉี่จะอยู่ทางซ้ายมือ ส่วนอ่างล้างหน้า กับกระจกส่องหน้าจะอยู่ทางขวา รุ่นพี่ที่อยู่คณะสังคมฯ เล่าว่ามีคนเล่าให้ฟังว่า(ฟังเขามาอีกต่อหนึ่ง) ตอนกลางคืนช่วงใกล้สอบ ได้ไปอ่านหนังสือที่คณะสังคมฯ แล้วปวดฉี่เลยไปฉี่ที่ห้องน้ำแห่งนี้ (เริ่มนึกออกหรือยังว่าห้องน้ำที่ไหน) ไปเข้าห้องน้ำคนเดียว คนอื่นๆ ก็นั่งอ่านหนังสือต่อ คนไปฉี่ก็เข้าไปฉี่ธรรมดา ในห้องน้ำมีโถฉี่สองอัน อันแรกติดประตู อันที่สองอยู่ด้านขวา ถัดไปข้างในอีก เขาบอกว่า ตอนจะฉี่ ก็จะฉี่ที่โถแรก เพราะใกล้ แต่ไม่รู้นึกยังไง เลยเดินเลยไปฉี่ที่โถด้านใน ตอนกำลังฉี่ก็ยังไม่มีอะไร แต่ตอนฉี่เสร็จแล้ว มองออกไปที่กระจก ภาพในกระจกสะท้อนให้เห็นว่า กำลังมีคนยืนฉี่อยู่ที่โถฉี่อันแรก! (แต่หันหลังให้) นึกว่าตาฝาดเพราะหันไปดูก็ไม่มีอะไร แต่พอไปดูในกระจก ก็เห็นเหมือนเดิม?

คืนนั้นเลยไม่ได้อ่านหนังสือกันพอดี พวกขี้เหล้าทั้งหลายที่ชอบไปกินแถวนั้นก็ระวังหน่อยละกัน 

ผีห้องน้ำหอ 7 ญ.

รุ่นน้องอยู่หอ 7 หญิงเหมือนกัน เล่าว่า ไปอาบน้ำที่ห้องอาบน้ำ (รวมตอนกลางคืน) ชั้น 3 เข้าไปอาบน้ำในห้องที่เขากั้นให้อาบน้ำ โดยไปอาบที่ห้องในสุด ซักพักได้ยินเสียงคนเดินเข้ามาอาบน้ำในห้องข้าง ๆี่ ได้ยินเสียงฝักบัว แถมยังมีน้ำกระเซ็นเข้ามาที่ห้องตัวเองอาบอยู่อีกต่างหาก แต่รุ่นน้องอาบน้ำช้า ห้องข้าง ๆ เลยกลับออกไปก่อน
พอรุ่นน้องอาบน้ำเสร็จ เปิดห้องออกมา ตอนออกก็ต้องเดินผ่านห้องข้าง ๆ อยู่แล้ว เพราะตัวเองอาบห้องในสุด แต่ห้องข้าง ๆ ไม่มีร่องรอยการอาบน้ำเลย ตรงฝาผนังและพื้นแห้งสนิท !
ที่ห้องอาบน้ำชั้น 2 รุ่นพี่ซึ่งแก่กว่าประมาณ 3 ปี เล่าให้ฟังว่า กำลังจะเข้าไปอาบน้ำ ทั้งห้องมีอยู่คนเดียว กำลังจะสระผม รู้สึกว่ามีน้ำกระเด็นมาจากห้องข้างๆ แต่ไม่มีเสียงน้ำ ด้วยความสงสัย จึงหยุดแล้วไปดูห้องข้างๆ ก็ไม่เห็นมีน้ำรั่วหรือซึม ทั้งผนังและเพดาน เรียบร้อยทุกอย่าง พอเข้าห้องมาจะอาบ น้ำก็กระเซ็นมาอีก คราวนี้ไม่อยู่แล้ว เก็บของออกจากห้องน้ำไปเลย